บ้านณัฐ99 บริการรับจำนอง ขายฝาก ไถ่ถอน บ้าน ที่ดิน คอนโด อาคารพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ดอกเบี้ยถูก รับเงินในวันเดียวจบ ยินดีให้คำปรึกษาฟรี Tel.065-924-2464 Line.baannut99 

ทุ่ม3แสนล.ฮับไฟฟ้า เร่งสร้างสายส่งเชื่อมขายในภูมิภาค-รับชุมชน

“สนธิรัตน์” เร่งขับเคลื่อนไทยเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้าของอาเซียน จ่อชงครม. ไฟเขียวแผนก่อสร้างสายส่ง 3 แสนล้าน 11 โครงการ ชี้จะช่วยใช้ไฟฟ้าได้ราคาถูก จากการบริหาร พร้อมขยายสายส่งรองรับโรงไฟฟ้าชุมชนผุดทั่วประเทศ

 

ในงานสัมมนา “เจาะลึก แผนพีดีพี ทิศทางพลังงานไทย ภายใต้รัฐบาลใหม่” จัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้รับเกียรติจากนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นโยบายและทิศทางอนาคตพลังงานไทย” ว่า ตามที่มีข้อกังวลของทุกภาคส่วนเกี่ยวกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศปี 2561-2580 หรือพีดีพี 2018 ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปรวบรวม พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะของทุกภาคส่วน นำมาปรับปรุงแผนพีดีพีใหม่ คาดจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ เพราะพลังงานเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องเข้าถึง ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้

ทั้งนี้ การพัฒนาพลังงานจะต้องสอดคล้องกับทิศทางของโลก ที่จะต้องเป็นพลังงานสะอาด หรือมีการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น และมีความมั่นคง จากการใช้เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาใช้ขับเคลื่อน

ผุดโรงไฟฟ้าชุมชน

นอกจากนี้ พลังงานจะลงสู่ระดับรากหญ้ามากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน จะมีการส่งเสริมตั้งโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในชุมชนที่มีศักยภาพ โดยการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมหรือมาร่วมลงทุน และมีเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เข้ามาช่วยสนับสนุน อันจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนจากการขายวัตถุดิบ หรือมีรายได้จากการขายไฟฟ้าเข้าระบบ ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเร่งสำรวจศักยภาพของสายส่งทั่วประเทศแล้วว่า มีบริเวณใดที่ยังรองรับการเชื่อมรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบได้อีกบ้าง และมีพื้นที่จำเป็นต้องสร้างสายส่งเพิ่ม

ดึงเงินกองทุนฯสนับสนุน

รวมถึงการรื้อระเบียบ หลักเกณฑ์ ของการใช้จ่ายเงินจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ที่จะนำเงินออกมาช่วยสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชุมชน และการนำไปใช้ในรูปแบบต่างๆ ที่จะไม่ให้เป็นรายบุคคลหรือกลุ่มขนาดเล็ก แต่จะต้องดำเนินงานรวมกลุ่มในลักษณะที่ใหญ่ขึ้นหรือมีการเชื่อมโยงพื้นที่ที่ใหญ่มากขึ้น อีกทั้งอยู่ระหว่างการแก้ไขระเบียบหรือปลดล็อกอุปสรรคในการซื้อขายไฟฟ้า ที่ชุมชนหรือบุคคลสามารถผลิตไฟฟ้าและซื้อขายกันเองได้ ซึ่งจะทำให้ภาคประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงพลังงาน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีหรือสตาร์ตอัพ สามารถสร้างนวัตกรรมพลังงานได้

“ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขอรับเงินสนับสนุนโครงการภายใต้กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปี 2563 ใหม่ กรอบวงเงิน 12,000 ล้านบาท โดยปรับปรุงทั้งระเบียบ วิธีการขอวงเงิน องค์กรที่ขอรับเงิน ให้สอดคล้องกับการเกิดพลังงานชุมชน โดยให้นำกลับมาเสนอแนวทางใหม่ภายในสัปดาห์หน้า”

ผลักดันฮับไฟฟ้าให้เกิดขึ้น

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ จะใช้จุดแข็งของประเทศที่จะผลักดันให้เป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งในแผนพีดีพีได้มีการบรรจุเรื่องนี้ไว้แล้ว เพราะไม่ได้มองถึงการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่จะสามารถนำไฟฟ้าที่เหลือจากความต้องการนำไปขายประเทศเพื่อนบ้าน และยังสามารถเป็นเทรดเดอร์ของอาเซียนในการซื้อขายไฟฟ้าผ่านประเทศได้ด้วย ซึ่งจะทำให้ประเทศมีความมั่นคงด้านพลังงาน และในฐานะที่เป็นผู้บริหารสายส่งจะช่วยให้ราคาค่าไฟฟ้าถูกกว่าเพื่อนบ้านได้ด้วย

ขยายสายส่งรองรับ

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สาระสำคัญของแผนพีดีพีเป็นกรอบนโยบายให้ประเทศจะมีการพัฒนาไฟฟ้าและพลังงานไปในทิศทางไหน เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามา โดยเฉพาะการพัฒนาพลังงานทดแทนจะมีความสำคัญขึ้นมากเรื่อยๆ ซึ่งจะต้องปรับปรุงพีดีพีใหม่ เนื่องจากการรับซื้อไฟฟ้ากำหนดอยู่ไว้ในช่วง 8 ปีหลังของแผนการดำเนินงาน หลังจากนี้ไปเพื่อให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้าระบบเร็วขึ้น จะต้องไปปรับปรุงโครงข่ายสายส่งให้รองรับการรับซื้อไฟฟ้า เข้าสู่ระบบได้มากขึ้น เพราะหากผลิตไฟฟ้าออกมาหากไม่มีสายส่งรองรับก็จะไม่มีประโยชน์ จะต้องไปสำรวจและเตรียมที่จะขยายสายส่งจาก 115 เควี เป็น 500 เควี หรือ 800 เควี เพิ่มขึ้น เพื่อจะรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชุมชนที่มีศักยภาพได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการหารือกับทั้ง 3 การไฟฟ้า และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)แล้ว ที่จะร่วมมือกันดำเนินงาน รวมถึงการลงทุนในพื้นที่ใดบ้าง

ชงครม.ลงทุน3แสนล้าน

ขณะเดียวกันจะต้องเร่งพัฒนาโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั้งประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมการเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้าของอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมาทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ส่งแผนการดำเนินงานมายังกระทรวงพลังงานรับทราบ ตามที่บรรจุอยู่ในแผนพีดีพีแล้ว เพื่อเตรียมจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ โดยจะเป็นการก่อสร้างสายส่ง 11 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท เพิ่มเติมจากที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน 17 โครงการที่เห็นชอบไปแล้ว

“เมื่อมีสายส่งครอบคลุมขึ้นมารองรับ จะทำให้การผลิตไฟฟ้าจากสปป.ลาวที่มีอยู่จำนวนมาก สามารถขายผ่านประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ลงไปถึงมาเลเซียได้ ซึ่งในวันที่ 3 กันยายนนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ก็จะมีการพูดถึงเรื่อง grid connectivity ของอาเซียนด้วย”

ส.อ.ท.ขานรับนโยบาย

นายสุวัฒน์ กมลพนัส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะปรับปรุงแผนพีดีพีใหม่นั้นเห็นด้วย ซึ่งได้เชิญส.อ.ท.ไปร่วมทำข้อเสนอแนะ เนื่องจากเห็นว่าการบรรจุแผนพัฒนาพลังงานทดแทนอยู่ในแผนพีดีพี เป็นการรับซื้อไฟฟ้าอยู่ในช่วง 8 ปีหลังของแผน ไม่เอื้อต่อการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าไปลงทุน หากมีการปลดล็อก อุปสรรคต่างๆ เชื่อว่าการพัฒนาพลังงานทดแทนจะช่วยลดความเหลื่อม ลํ้าของสังคมได้ เพราะเกษตรกรสามารถขายวัตถุดิบเข้าโรงไฟฟ้ามีรายได้เพิ่ม

อีกทั้ง มีรายงานออกมาแล้วว่าการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน จะช่วยประเทศลดการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี หรือลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซได้ราว 25-30% ซึ่งจะช่วยค่าไฟฟ้าถูกลงตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุจะไม่ให้ค่าไฟฟ้าแพงกว่า 3.60 บาทต่อหน่วยได้ 

ที่มา:หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ